Main Menu
หน้าบ้าน
ค้นคำ
กระดานมิตรภาพ
รอยทาง เพลงเพื่อชีวิต
ปูเสื่อฟังเพลง
ศิลปินมาแล้ว
ห้องภาพเพื่อชีวิต
เครือข่ายศิลปิน
เสี้ยวหนึ่ง เพลงเพื่อชีวิต
Visitorcounter
Today120
Yesterday200
Week320
Month4437
All703766

(C) Fliesenstadt
Who's Online
ขณะนี้มี 36 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ และ 2 สมาชิก ออนไลน์
Statistics
จำนวนสมาชิก : 5662
จำนวนข่าวสาร : 79
เว็บลิงค์: 5
ผู้เยี่ยมชม: 2714659
Facebook
ศิลปิน เพลงเพื่อชีวิต
Untitled Document
Histats
คอนเสิร์ตรินใจ พิมพ์ ส่งเมล

คอนเสิร์ตรินใจ

คืนวันเสาร์ถ้าไม่ง่วงเสียก่อน ก็คงจะต้องเกาะจอโทรทัศน์ ถ่างตาดูบรรดา AF 4 ทั้งหลายที่จะมาโชว์พลังน้ำเสียง นักร้องหญิงหลายคนทีเดียวที่ส่อแววรุ่งทั้งลีลา น้ำเสียงและลูกคอ แม้จะอดเสียดายไม่ได้ว่าเธอคงไปไม่ถึงดวงดาวแน่นอนหากมาตรฐานการโหวตยังคงชื่นชอบหน้าตาน่ารักเป็นหลัก แต่รับรอง ถ้าเธอไม่ถอดใจไปก่อน เราอาจจะมีโอกาสได้ดูละครเพลงดีๆที่มีนักร้องคุณภาพอย่าง Miss Saigon หรือสาวเครือฟ้า คืนนี้คอยฟังเพลงปราบเซียนที่ต้องโหนเสียงอย่าง Hero All I ask of You Perhaps Love ไปก่อนแล้วกัน

เกริ่นหัวข้อไว้เป็นคอนเสิร์ตรินใจ หมายถึงคอนเสิร์ตที่หลังจากจบการแสดงแล้ว คนฟังยังอิ่มเอิบซึมซาบ กับบรรยากาศ การแสดงและบทเพลง บางครั้งถึงกับบำบัดจิตใจให้ปลอดโล่ง บรรเทาความขุ่นหมองให้เจือจาง และละลายไปในที่สุด เหลือเพียงความทรงจำเบาบางที่เราเลือกจะจำเป็นครั้งคราวหรือลืมมันไปเสียให้หมด

อะหา ก่อนจะเล่าเรื่องคอนเสิร์ตรินใจ ต้องขอเล่าเรื่องคอนเสิร์ตหนีตายก่อน เมื่อครั้งที่วงดนตรีคาราบาวประกาศจัดคอนเสิร์ต Made In Thailand ที่เวลโลโดม หัวหมาก หลายสิบปีโน้นสมัยที่กูรูยังเป็นวัยรุ่นตอนปลายๆ
ก่อนหน้านั้น คาราบาวก็มีคอนเสิร์ตเปิดอัลบัมอยู่เนืองๆ ตั้งแต่ชุดแรกเป็นต้นมา เนื่องจากสไตล์ดนตรีออกเป็นแนวร็อคกลายๆที่สุดเร่งเร้า หนีไม่พ้นต้องมีการลุกเต้นของบรรดาฮาร์คคอร์พันธุ์แท้ซึ่งจะปรากฏตัวทุกครั้งหน้าเวที สร้างความชอบ -ไม่ชอบแก่คนดูกลุ่มอื่นๆ และหนีไม่พ้นที่จะต้องมีการยกพวกตีกันก่อนคอนเสิร์ตเลิก ฉะนั้นแทบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วว่า คาราบาวยกวงไปเล่นที่ไหน ต้องมีตำรวจตามไปอีกโขยง ไม่ใช่ไปจับผิดหรือเซ็นเซอร์เพลงที่ร้อง แต่ไปปรามพวก “อิน”สุดๆจนไม่สามารถสลัดความเมามันออกไปได้ เผลอๆยังสลัดเหวี่ยงหมัดไปถูกคนรอบข้างเสียอีก

คอนเสิร์ต Made In Thailand ก็เช่นกัน คณะผู้จัดเล็งเห็นปัญหานี้แต่ต้น อุตส่าห์หาสถานที่กลางแจ้งจัดดนตรี เผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้หาทางรอดได้ ไม่แออัดหรือเหยียบกันตายเช่นในสถานที่ปิด กำหนดการทุกครั้งเตรียมพร้อมอย่างเหนียวแน่น ประตูเปิดให้เข้าตั้งแต่ 4 โมงเย็น เพื่อรอการขึ้นเวทีของบรรดานักดนตรีเมื่อยามฟ้าโพล้เพล้ 6 โมงเย็น ทุกคนยอมเสียเงินซื้อบัตรมานั่งรอศิลปินคนโปรดบนพื้นซิเมนต์แข็งๆ ท่ามกลางคนดูที่ทยอยเดินขวักไขว่เข้ามาทุกระยะๆ จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่แฟนๆคาราบาวรอคอย เมื่อกลุ่มศิลปินคนดังขี้นเวที เปิดเพลงแรกด้วย มนต์เพลงคาราบาว เรียกเสียงกรี๊ดดังสนั่นหวั่นไหวทั่วเวลโลโดม แม้จะมีพวกฮาร์คคอร์เริ่มแสดงอาการเต้นเมามัน แต่สถานการณ์ทุกอย่างก็น่าจะควบคุมได้

กระทั่งมาถึงเพลง “ลูกแก้ว” ซึ่งเป็นเพลงที่ 4 และเพลงสุดท้ายของวันนั้น เกิดปรากฏการณ์ไม่พอใจกันในกลุ่มคนดูถึงกับมีการขว้างขวดน้ำอัดลมขนาดหนึ่งลิตรลอยลงมาจากอัฒจรรย์ แค่นี้แหละ ทุกคนแตกฮือ เมื่อกลุ่มหนึ่งหนีกระเซิง กลุ่มที่เหลือไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็กระเจิงตามไปทอดๆ จนในที่สุด ผู้จัดประกาศหยุดคอนเสิร์ตไว้เพียงแค่นี้ ขอให้คนชมแยกย้ายกลับบ้านทันที

แล้วคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ประชาสัมพันธ์นานนับเดือนก็จบลงด้วยเพลง 4 เพลง พร้อมความเสียหายยับเยินของสนามเวลโลโดม ไม่ต้องพูดถึงรถเก๋งที่จอดใต้อาคารนับสิบๆ ซึ่งถูกประทับรอยเหยียบหนีตายจากคนดูเป็นร้อยที่ไต่และกระโดดลงมาเอาตัวรอด เพราะไม่สามารถหนีออกทางประตูปกติได้

ผลจากคอนเสิร์ตหนีตายครั้งนั้น ทำให้ผู้จัดโต้โผใหญ่ถึงกับช็อต ไม่เป็นผู้เป็นคน เข้าโรงพยาบาลรับการบำบัดอยู่เป็นปี จนขยาดไม่กล้าจัดคอนเสิร์ตอีกเลย

เอาล่ะ เปลี่ยนจากคอนเสิร์ตหนีตายมาคอนเสิร์ตรินใจตามหัวข้อเสียที หลายคนคงมีความทรงจำดีๆของคอนเสิร์ตรินใจพอสมควร กูรูเองก็มีอยู่หลายเวทีเช่นกัน และมีอยู่เวทีหนึ่งที่ยังเรียงร้อยเรื่องราวความรู้สึกปริ่มๆ เหมือนน้ำใสที่ไหลรินจนถึงเดี๋ยวนี้

คอนเสิร์ต Forget Me Not ที่หนังสือพิมพ์มติชนจัดร่วมกับองค์การ Unicef เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทั่วโลก จัด 2 รอบ ตอนบ่ายและเย็นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Hi- Light ของงานไม่ได้อยู่ที่องค์กรเอกชนต่างๆที่ส่งการแสดงเข้าร่วม ไม่ได้อยู่ที่พิธีกรชื่อดังอย่างคุณจันทรา ชัยนาม ที่ยอมเสียสละค่าตัวทั้งหมดเพื่อร่วมอุทิศให้กับงานกุศลครั้งนี้ แต่อยู่ที่วงดนตรีคนคุ้นเคยที่จากไกลไปสัญจรตามป่าเขาต่างแดน เพิ่งเดินทางกลับสู่อ้อมอกแผ่นดินไทยอีกครั้ง นั่นก็คือ วงคาราวาน (บางคนกล่าวว่านี่คือ The Return of Caravan แข่งกับภาพยนตร์ชุด Star War ตอน The Return of Jedi ที่กำลังโด่งดังขณะนั้น)
เป็นครั้งแรกที่ Caravan ได้กลับขึ้นเวทีในเมืองไทยอีกครั้ง หลังผ่านพ้นยุค “ลุกขึ้นสู้ ” สู่ “บาดแผลจากวนา”

เพียงแค่ประกาศว่า คาราวานคืนรังเท่านั้น บัตรคอนเสิร์ตขายเกลี้ยงหมดในสัปดาห์แรก จนคณะผู้จัดเองก็คาดไม่ถึง มองหน้าตาคนซื้อบัตรก็ไม่ใช่วัยรุ่น วัยร็อคหรือเด็กแนวที่ไหน ผู้ใหญ่วัยทำงานปกติ ทั้งรุ่นแรกและแรกรุ่น ทุกคนพร้อมใจกันมาก่อนเวลา คุยทักทายระหว่างกันเหมือนเจอเพื่อนเก่าที่หายไปนานก่อนจะเข้าไปคอยนาทีสำคัญอยู่ในหอประชุมใหญ่ สิ้นเสียงคำประกาศของพิธีกร ขอเชิญพบกับวงคาราวาน บรรยากาศคนดูเงียบกริบ เหมือนจะรอคอยอะไรบางอย่างที่ปะทุขึ้นมา และแล้วเสียงเพลง “คืนรัง” ก็ดังขึ้น
“ โอ้ยอดรักฉันกลับมา จากขอบฟ้าที่ไกลแสนไกล
จากโคนรุ้งที่เนินไศล จากใบไม้ หลากสีสัน
ฉันเหนื่อย ฉันเพลีย ฉันหวัง......

หลายคนจ้องเวทีเขม็งให้แน่ใจว่าคาราวานกลับมาแล้วจริงๆ หลายคนก้มหน้านิ่งซ่อนอารมณ์ หลายคนสะอื้นไห้ออกมา ไม่ปิดปังความตื้นตันใจอีกต่อไปแล้ว และอีกหลายๆคนร่ำไห้อยู่ในใจ
บางคนร่ำไห้ที่เพื่อนกลุ่มหนึ่งได้กลับบ้าน บางคนร่ำไห้เพราะได้เยียวยาบาดแผลลึกๆอยู่ในซอกหลืบของหัวใจ
เพราะคาราวานคือประสบการณ์แห่งยุคสมัยของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งที่ร่วมชะตากรรม ต่อสู้กับความเชื่อและอุดมการณ์ด้วยกัน มันคือความอาดูรสูญสิ้นหลังจากคืนวันอันเลวร้ายผ่านพ้น ฉากชีวิตแต่ละคนที่เคยแตกกระจัดกระจาย แต่วันนี้ วินาทีนี้ กำลังจะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอีกครั้ง

“นานมาแล้ว เราจากกัน โอ้คืนวันนั้นแสนหน่วงหนัก
ดังทุ่งแล้งที่ไร้เพิงพัก ดังภูสูงที่สูงสุดสอย ....”

จากเพลงแรกสู่เพลงที่สอง สาม สี่และต่อๆไป ยิ่งดึก เรื่องเล่าต่างๆก็พรั่งพรูออกมามากขึ้น เสียงหัวเราะเคอะเขินสลับเป็นระยะๆกับเพลงเก่าๆท่วงทำนองเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น “เปิปข้าว” “คนกับควาย” และบทเพลงใหม่ๆที่แต่งไว้ระหว่างเดินทัพไกล อย่างเช่น
“ กองเกวียนคนทุกข์ในยุคจักรกล สองขาดั้นด้นใต้โค้งฟ้าคราม
กำเนิดในยามพระเจ้าหลับใหล ภายใต้แสงฟ้าฟืนไม้บง...”

คาราวานคืนนั้นเล่นได้ไม่เต็มที่นัก ด้วยความห่างร้างจากเวทีเมืองไปนาน แต่แทบไม่มีใครจะใส่ใจข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆ เพราะบทเพลงที่ขับขานออกมาได้รินหลั่งชโลมใจ สมานบาดแผลแห่งยุคสมัยซึ่งที่ผ่านมามีเพียงวันและเวลาเท่านั้นทำหน้าที่ช้าๆอย่างซื่อสัตย์

จบคอนเสิร์ต เดินออกมา ไม่กล้ามองหน้าใคร ดูเหมือนแต่ละคนจะก้มหน้าหลบๆ ไม่ยอมสบตากัน แม้บรรยากาศจะเนืองแน่นไม่แพ้ตอนเข้า แต่อารมณ์ที่คุกรุ่นกลับคลายและเบาบางลง เหมือนได้ทิ้งความหนักอึ้งที่ติดค้างในใจอยู่ในคอนเสิร์ต Forget Me Not ไปแล้ว คอนเสิร์ตที่ค่อยๆริน เติมเต็มความโหยหาที่ขาดหายไปนานแสนนาน

“โอ้ยอดรัก ฉันกลับมา ดั่งชีวาที่เคยล่องลอย
มาบัดนี้ที่เราเฝ้าคอย เจ้านกน้อยโผคืนสู่รัง”
ใครบางคนยังพึมพำเนื้อเพลงนอกเวที คอนเสิร์ต ขณะเดินทอดน่องต่อรถเมล์หน้าท้องสนามหลวงของกลางดึกคืนนั้น

เพื่อนๆล่ะมีคอนเสิร์ตรินใจมาเล่ากันฟังบ้างมั้ย

บันทึกโดย
กุลภา วัฒนวิสุทธิ์

 

 


Mambo is Free Software released under the GNU/GPL License.